เจาะลึกเรื่องยา สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์

หม่าม๊าไม่สบาย ต้องไปหาหมอที่ รพ.

อาการเจ็บป่วยเป็นเรื่องที่หลายๆ คน ไม่อยากให้เกิดขึ้นกับตัวเอง หรือจะพูดว่าอย่าได้มากล้ำกลายใกล้ตัวเลยก็ว่าได้ ยิ่งคุณแม่ที่มีเจ้าตัวน้อยๆ อยู่ในครรภ์แล้วละก็ ยิ่งต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะอะไร ?  ก็เพราะอาการเจ็บป่วยแต่ละอาการ จะมีวิธีการรักษาที่แตกต่างกัน อาการหวัดทั่วไป สามารถรักษาได้ด้วยการนอนพักผ่อนให้เพียงพอ ทานน้ำในปริมาณที่มากพอ แต่ถ้าเป็นอาการหวัดที่รุณแรงขึ้นมาอีกระดับ อาทิ หายใจไม่ออก หรือค่อนข้างลำบาก เจ็บคอถึงขั้นคออักเสบ ไอ ฯลฯ คุณหมอก็จะต้องสั่งยาเพื่อมารักษาหรือบรรเทาอาการของคุณแม่

ผู้เขียนโชคดีที่เจอคุณหมออายุรกรรมที่ค่อนข้างละเอียด ซึ่งเมื่อคราวที่ป่วย มีอาการเจ็บขอมากๆ ปวดหัวนิดหน่อย มีเสมหะเหนียวข้น สีเขียว มีอาการมาแค่เพียงข้ามคืน และมีอายุครรภ์ 22 สัปดาห์ คุณหมอเริ่มต้นสนทนาด้วยการสอบถามอาการทั้งหมดที่เป็นอยู่ และอาการก่อนหน้าว่าเป็นอย่างไร หลังจากนั้น คุณหมอก็อธิบายถึงอาการป่วยที่กระทบกับชีวิตประจำวัน เพื่อร่วมกันประเมินว่าในแต่ละอาการที่คุณแม่เป็นนั้น จำเป็นแค่ไหนที่ต้องเร่งรักษาด้วยการใช้ยา อาการไหนบ้างที่ไม่จำเป็นต้องเร่งรักษา แค่นอนพักผ่อนก็จะหายได้เอง ทั้งนี้เมื่อเข้าถึงเรื่องตัวยาที่รักษา คุณหมอก็จะบอกถึงข้อดี ข้อเสีย ข้อควรระวัง เยอะแยะเต็มไปหมด พร้อมเปิดหนังสือ Text ให้ดูเพื่อสร้างความมั่นใจกับคุณแม่ว่าใช้รักษากับหญิงตั้งครรภ์ได้
  
ประเด็นสำคัญที่อยากนำมาเผยแพร่ให้ทุกท่านได้รับทราบ ไม่ได้อยู่ที่คุณหมออธิบายละเอียดแค่ไหน แต่เป็นเรื่องของตัวยาที่คุณหมอจะจัดมารักษาให้กับคุณแม่ตั้งครรภ์ ซึ่งข้อมูลสำคัญคือ จำเป็นแค่ไหนที่จะต้องใช้ยารักษา และเมื่อใช้ยารักษาแล้ว ยานั้นๆ ปลอดภัยกับคุณแม่ตั้งครรภ์แค่ไหน คุณหมอได้อธิบายเชิงการแพทย์ว่า ตัวยาปกติแล้ว จะจัดเป็น Category ตามลำดับตัวอักษร คือ Category A, Category B, Category C, Category D, …  แต่ละ Category ก็จะเป็นการจัดกลุ่มของตัวยาที่บ่งบอกถึงความปลอดภัยที่ได้จากการวิจัยและทดลอง
·         ทั้งนี้ยาที่จัดอยู่ใน Category A จะเป็นยากที่อยู่ในกลุ่มที่มีความปลอดภัยสูงที่สุด คุณแม่ตั้งครรภ์สามารถใช้ยาในกลุ่มนี้ได้โดยไม่มีผลกระทบต่อลูกน้อยในครรภ์ แต่ตัวยาใน Category A นี้ยังไม่คลอดคลุมในการรักษาทุกโรคในปัจจุบัน เรียกง่ายๆ ว่ายังมียาที่อยู่ใน Category นี้น้อยอยู่
·         Category B จะเป็นกลุ่มตัวยาที่ปลอดภัยรองลงมาจาก Category A แต่ก็ยังสามารถนำมาให้คุณแม่ตั้งครรภ์ใช้ในการรักษาได้อย่างปลอดภัย ซึ่งยาสามัญในท้องตลาด ที่หาง่ายและจัดอยู่ใน Category B คือยาแก้ปวดลดไข้ เช่น ไทลินอน
·         Category C จะเป็นกลุ่มตัวยาที่มีผลกระทบต่อลูกน้อยในครรภ์ หากมีความจำเป็นที่ต้องใช้ยากับหญิงตั้งครรภ์แล้ว คุณหมอจะต้องตรวจสอบถึงประวัติการใช้ยาของคุณแม่ในอดีต รวมถึงต้องขอความเห็นชอบกับคุณหมอผู้ดูแลการตั้งครรภ์ (หมอที่คุณแม่ไปฝากท้อง) ดังนั้นแล้ว คุณแม่ตั้งครรภ์ต้องระมัดระวังในการใช้ยา Category C นี้กันด้วย โดยปกติแล้ว คุณแม่ตั้งครรภ์ 3 เดือนเป็นต้นไป คุณหมอก็อาจจะอนุญาติให้ใช้ยา Category C นี้ได้ หากว่าจำเป็นต่อการรักษาอาการที่เป็นอยู่ แต่ดีที่สุด คือ ต้องปรึกษาคุณหมอที่ฝากครรภ์
·         ส่วน Category D เป็นต้นไป ไม่ต้องพูดถึงกันเลย ค่อนข้างอันตรายและมีผลต่อเด็กในครรภ์

สรุปคือ คุณแม่ตั้งครรภ์ ควรต้องสอบถามคุณหมอ หรือเภสัชกรให้ดี ถึงตัวยาที่คุณแม่ตั้งครรภ์ต้องใช้ว่าจัดอยู่ใน Category ใด ถ้าตกอยู่ใน Category A หรือ Category B ก็สบายใจได้ แต่หากเป็นยาใน Category C เป็นต้นไป ควรปรึกษาคุณหมอที่ฝากครรภ์ให้แน่นอน เพื่อความปลอดภัยของลูกน้อยในครรภ์ และสุขภาพของคุณแม่เอง

Share this

Related Posts

Previous
Next Post »