http://www.myparentage.com

เว็บไซต์แห่งนี้ เหมาะสำหรับคุณพ่อคุณแม่ ที่ต้องการข้อมูลเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพของคุณแม่ตั้งครรภ์ โดยประสบการณ์ตรงจากผู้เขียนที่ได้รับคำแนะนำจากคุณหมอและสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตจริง รวมถึงวิธีการในการดูแลลูกน้อยหลังจากลืมตาดูโลกแล้ว โดยเป็นคำแนะนำที่สามารถปฏิบัติได้จริงในชีวิตประจำวัน

การเตรียมตัวก่อนคลอด

คุณพ่อคุณแม่หลายๆท่าน มักกังวลว่าตนเองได้จัดเตรียมสิ่งของได้ครบถ้วนสำหรับลูกที่กำลังจะลืมตาดูโลกแล้วหรือยัง ที่นี่จะมีบทความที่สรุปสิ่งของและอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อใช้สำหรับทารกแรกเกิด รวมถึงการเตรียมสภาพร่างกายและจิตใจของคุณแม่ เพื่อให้มีแรงบันดาลใจและกำลังใจก่อนที่จะถึงกำหนดคลอด ติดตามอ่านได้จากประวัติรายการบทความได้เลยค่ะ

พัฒนาการของลูกในแต่ละวัย

ทารกแรกเกิด หรือเด็กวัย 1 เดือน 2 เดือน 3 เดือน 4 เดือน 5 เดือน 6 เดือน 7 เดือน 8 เดือน 9 เดือน 10 เดือน 11 เดือน หรือวัย 1 ขวบ 2 ขวบ ... ล้วนแต่มีพัฒนาการตามวัยของเค้าอย่างเหมาะสม ซึ่งตามหลักวิชาการจะเป็นการพัฒนาไปเรื่อยๆ โดยคุณพ่อคุณแม่ควรสังเกตุพฤติกรรมของลูก เพื่อพิจารณาว่าลูกของตนเองอยู่ในเกณฑ์การพัฒนาการปกติหรือไม่

อุบัตุเหตุที่เกิดขึ้นกับเด็ก

เป็นเรื่องที่หนีไม่พ้น สำหรับอุบัติเหตุที่จะเกิดขึ้นกับลูกน้อยของคุณ ไม่ว่าจะเป็นอุบัติเหตุเล็กหรืออุบัติเหตุใหญ่ ล้วนทำให้คุณพ่อคุณแม่ได้รับความรู้สึกกระทบกระเทือนจิตใจแน่นอน ที่นี่จะนำเสนอบทความที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันอุบัติเหตุร้ายแรง แนวทางในการวิเคราะห์และประเมินลูกน้อยว่าอยู่ในอาการที่อันตรายร้ายแรงหรือไม่ รวมถึงแนะนำประสบการณ์เกี่ยวกับอุบัติเหตุที่พบเจอบ่อยๆ เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่เตรียมรับมือ หรือป้องกัน

สังคมสำหรับคุณพ่อคุณแม่

นอกเหนือจากบทความที่มีประโยชน์ในการดูแลและฝึกฝนพัฒนาการของลูกน้อยแล้ว ที่นี่ยังมีช่องทางในการรวมกลุ่มทางสังคมสำหรับคุณพ่อคุณแม่ ด้วยกระดานข่าว (webboard) ที่เปิดเสรีให้คุณพ่อคุณแม่ทุกท่านเข้ามาแลกเปลี่ยนข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการเลี้ยงดูบุตรหลานได้อย่างสมบูรณ์ http://www.mamapapaclub.com

การให้นมลูก

การให้นมลูก หนึ่งสิ่งที่สำคัญต่อพัฒนาการและการเติบโตของเด็ก คือการได้รับ นมแม่ อย่างเพียงพอ ทั้งแพทย์ และคนที่เคยเป็นอุ้มท้องมาต่างก็แนะนำให้คุณแม่มือใหม่กินนมแม่ นมแม่ นั้นถือเป็นแหล่ง โปรตีน แคลเซียม เป็นอย่างดีเหมาะแก่การเจริญเติบโตของเด็ก และที่สำคัญทำให้เด็กหลับสบายและนานกว่า แต่ถ้าหากต้องการให้กินนมชง แนะนำให้กินสลับกันบางเวลาที่นมแม่มีน้อย อาจะจะกินนมชงสลับกับนมแม่ก็ได้ อันนี้แล้วแต่ความสะดวก

 เมื่ออยู่ระหว่างการให้นมบุตร ซึ่งลูกคลอดมาได้ไม่นาน และยังให้นมลูกอยู่ แต่อยากมีน้องอีกคน
อันนี้ลองปรึกษาแพทย์ดูครับ แพทย์อาจจะให้คำปรึกษาที่ดีในเรืองนี้ได้ แต่ถ้าหากอยากมีน้องอีกคนหนึ่งจริงๆ อาจจะทำได้ เพียงแต่ควรงดให้นมลูก เพราะเวลาลูกดูดนมมดลูกจะบีบตัว ทำให้เจ็บได้ มันเป็นกลไกธรรมชาติที่ทำให้มดลูกเข้าอู่เร็ว เป็นผลดีต่อแม่ของเด็ก

 ปกติการกินนมของลูกจะกินถี่ที่สุดหรือเร็วที่สุดจะอยู่ในช่วงทุกๆ 3 ชั่วโมง ในกรณีที่เด็กตื่นเร็ว แบบนี้จะทำให้คุณแม่เหนื่อยเร็วมาก แต่ถ้าหากโชคดีหน่อยอาจจะนอนยาว 4-5 ชั่วโมงตื่นที
ซึ่งอันนี้แล้วแต่ตัวเด็กเอง ไม่สามารถควบคุมได้ อย่างไรก็ดีทั้งคุณแม่คุณพ่อควรช่วยกันดูแลทั้งสองคนจะได้ไม่เป็นภาระหนักเกินไปสำหรับใครคนใดคนหนึ่ง

 ในช่วงที่เด็กอายุประมาณ 1-2 ขวบ ในกรณีที่เด็กยังดูดนมแม่อยู่ แนะนำให้เด็กเลิกกินนมแม่ เพราะเด็ดจะติดนมแม่ ช่วงดึกๆ จะควานหาเต้านมแม่ตลอด ทำให้แม่นอนลำบากมากขึ้น ดังนั้นทางที่ดีที่คุณแม่นิยมมากที่สุดคือ การทาบอระเพ็ดที่บริเวณหัวนม จะทำให้เด็กเลิกกินนมโดยอัตโนมัติ แต่อาจจะทำให้เด็กนอนช้าลง ซึ่งปกติอาจจะนอน 4 ทุ่มแต่ถ้าไม่ได้กินนมแม่อาจจะนอนดึกหน่อย 4-5 ทุ่ม แต่ไม่นานเค้าจะสามารถปรับให้ตัวเองนอนได้เร็วกว่าเดิม
 
ลักษณะของเด็กของเด็กที่หิวนม เด็กที่มีอาการหิวนม แล้วต่อจากนั้นจึงหิวนอนต่อเนื่องกัน แต่ถ้าหากเด็กยังไม่อิ่มก็จะยังไม่นอน ดังนั้นเราจึงต้องทราบให้แน่ใจว่าลักษณะอาการของเด็กที่หิวนมนั้นเป็นอย่างไร

 เวลาเด็กหิวนมมักจะเป็นตอนนอนอย่างอิ่มหมีพีมันเรียบร้อยจึงตื่นมาพร้อมกับความหิว อาจจะมีอาการ กางแขนกางขา กวัดมือไปมา หรืออาจเอามือเข้าปากตัวเอง เด็กจะอ้าปากลักษณะท่าทางเหมือนอยากกินนม ท่าทางนี้อาจเป็นการต้องการอาหารหรือนมของเด็ก

อย่างไรก็ตามการเลี้ยงลูก นั้นมีวิธีปฏิบัติหลากหลายขั้นตอน และเด็กทารกจะหิวเก่งจริงๆ ถ้าไม่มีอะไรผิดปกติ อาจจะกินได้ถึงทุกๆ 2 ชั่วโมงแล้วจึงจะหลับ ดังนั้นคุณแม่จึงต้องรับภาระหนักในเรื่องการให้นมนี้ ขอเป็นกำลังใจให้คุณแม่ทุกคนค่ะ

ก้าวสู่การเป็นคุณแม่มือใหม่

เมื่อรู้ว่าตั้งครรภ์คุณแม่มือใหม่ หลายคนคงจะตื่นเต้นและพร้อมบอกข่าวดีกับคนที่เรารัก ทั้งคนรัก พ่อแม่และญาติสนิท หลายคนอาจจะกังวลเพราะยังไม่พร้อม แต่อย่างไรก็ดี ควรมีการเตรียมตัวในการเป็นคุณแม่มือใหม่ตั้งแต่เนิ่นๆ เพราะต่อไปท้องจะโตขึ้นเรื่อยๆ และมีสิ่งทีต้องทำอีกมากในการเตรียมตัวเป็นคุณแม่

 เมื่อบอกให้ญาติรวมถึงสามีได้รับรู้ สิ่งแรกที่ควรทำต่อไปคือการฝากครรภ์กับคุณหมอ และการดูแลและตรวจสภาพร่างกายตัวเอง เช่ นการตรวจสุขภาพ ควรตรวจสอบสุขภาพร่างกายของตนเองโดยไปพบแพทย์ ถ้าหากมีโรคประจำตัวต่างๆ อาจลองปรึกษาคุณหมอว่าโรคที่เป็นจะมีผลต่อเด็กในท้องหรือไม่ กันไว้ดีกว่าแก้ครับ อีกอย่างที่ควรทำคือ การฉีดวัคซีนหัดเยอรมัน เพราะโรคนี้เป็นอันตรายต่อกระบวนการสร้างอวัยวะภายในของเด็ก จึงควรฉีดวัคซีนก่อนเสมอ

หยุดทำงาน เพื่อพักผ่อน เมื่อรู้ว่าจะมีเด็กควรปรึกษากับแฟนตั้งแต่เนิ่นๆ ในเรื่องของการลาคลอด ในกรณีที่สามารถลาคลอดได้โดยที่สามารถกลับมาทำงานอีกได้เมื่อคลอด เป็นสิ่งที่ดีมาก ดังนั้นควรคุยกับนายจ้างเรื่องลาคลอด พร้อมขอสวัสดิการที่พนักงานควรจะได้เมื่อลาคลอดจะได้ไม่เป็นปัญหาอีกในอนาคต 

การกินอาหารที่มีประโยชน์ และสร้างเสริมสุขภาพจิตที่ดี เป็นสิ่งสำคัญลำดับต่อไปในการเตรียมตัวเป็นคุณแม่ที่ดี เพราะทุกอย่างทั้งการกระทำและความรู้สึกนั้นจะถูกส่งผ่านไปสู่เด็กในท้องโดยตรง ทั้งอาหารการกิน และ อารมณ์ความรู้สึก ควรขอคำแนะนำจากแพทย์ ว่าควรทานอาหารอะไรดีที่ช่วยในการเจริญเติบโตของเด็กในท้อง และจัดตารางการรับประทานอาหารเพื่อให้ได้สารอาหารที่ครบถ้วนให้กับเด็ก รวมถึงทำกิจกรรมนันทนาการแบบเบาๆ รวมถึงพูดคุยกับคุณแม่มือใหม่คนอื่นๆ จะได้ช่วยผ่อนคลายได้บ้าง

 หยุดทานยาคุมกำเนิด หากต้องการมีลูกควรหยุดใช้ยาคุมกำเนิด และให้เวลาปรับสภาพร่างกาย โดยรอให้มีประจำเดือนอย่างน้อย 3 ครั้งก่อนตั้งครรภ์
 
การเป็นคุณแม่มือใหม่ ส่วนใหญ่จะมีปัญหาเรื่องน้ำหนักตัวคือน้ำหนักจะขึ้นซึ่งเป็นธรรมชาติของคนท้องที่มีชีวิตหนึ่งเกิดขึ้นมาในร่างกายของคุณแม่เองน้ำหนักของคุณแม่จะขึ้นมามากที่สุดในช่วง7-9 เดือนหลังจากนี้คงจะต้องเริ่มควบคุมน้ำหนักกันบ้างนะครับแต่ถ้าหากพึ่งท้องมาประมาณแค่    สี่เดือนน้ำหนักจะยังไม่ขึ้นมากนะครับใครที่กังวลว่าเด็กจะน้ำหนักน้อยกว่าปกติไม่ต้องกลัวครับ เพระเป็นช่วงเวลาที่เด็กยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่คุณแม่คนไหนที่น้ำหนักขึ้นน้อย ถือว่าเป็นสัญญาณที่ดีเพราะหลังจากคลอดแล้วจะทำให้คุณแม่กลับมาผอมเพรียวเร็วกว่าคนอื่นมาก  

นอกจากนี้ยังมีรายละเอียดและวิธีการดูแลอีกร้อยแปดพันข้อ สามารถค้นหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ตอีกมาก ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลอย่างดีในการเตรียมตัวเป็นคุณแม่มือใหม่ 

ข้อควรระวังระหว่างการตั้งครรภ์ของคุณแม่

สิ่งที่คุณแม่กังวลและเป็นห่วงมากที่สุดคือสุขภาพของลูกที่อยู่ในครรภ์หากยังไม่คลอดจึงควรระวังในทุกเรื่องว่าผลกระทบนั้นเกิดโดยตรงกับเด็กที่อยู่ในท้องทั้งเรื่องอารมณ์ ความคิด และความเจ็บป่วยของร่างกาย ดังนั้น สิ่งที่คุณแม่ควรระวังคือการบำรุงรักษาร่างกายให้แข็งแรงเพื่อให้ลูกที่จะเกิดมาสมบูรณ์ทั้งสภาพร่างกายและอารมณ์ 

แต่ยังไงก็ตามสิ่งทค่คุณแม่มือใหม่ควรจะใส่ใจเป็นอันดับแรกคือ สุขภาพของร่างกายและโรคต่างๆ รวมถึงอาการต่างๆ ที่ส่งผลให้คุณแม่ไม่สบายระหว่างตั้งครรภ์ คุณแม่มือใหม่บางท่านนั้นมีปัญหาต่างๆ ระหว่าตั้งครรภ์และทำลายสุขภาพจิตรไม่น้อย บวกกับการที่บางคนเป็นคุณแม่มือใหม่ จึงไม่ทราบว่าต้องจัดการกับปัญหาอย่างไร 

วันนี้เรามีวิธีการจัดการปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นลองมาดูตัวอย่างปัญหาต่างๆทีเกิดขึ้นกับคุณแม่มือใหม่กัน
  • อาการคันทั่วตัวเพราะแพ้ผื่นอาการแบบนี้เป็นอาการแพ้ผื่นทารกฝังจากตั้งท้องได้ไม่นาน จะมีอาการคันทั่วตัว ทั้งหลัง คอ แขน ขา และอาจมีปัญหาในขณะนอนหลับได้ เพราะอาการจะเกิดขึ้นตลอดเวลา ไม่เว้นแม้ขณะนอนหลับวิธีแก้คือให้ทาโลชั่นทั่วตัว หรือทาบริเวณที่คัน โดยใช้วาสลีน ควรปรึกษาแพทย์พร้อมกับเวลานัดตรวจครรภ์ในครั้งต่อไป
  • ควบคุมอาหาร งดอาหารที่มีรสจัด เช่น อาหารหวานจัด เค็มจัด เพราะอาหารรสจัดนั้น เสี่ยงต่อการเป็นเบาหวานทำให้มีผลเสียต่อเด็กในครรภ์ อาจต้องปรึกษาแพทย์เพื่อให้แพทย์แนะนำอาหารที่มีประโยชน์ต่อเด็กในครรภ์
  • มีอาการปวดหน่วงๆ ตอนจะลุกนั่งกับตอนพลิกตัว แล้วก็มีปวดหลังและท้องแข็งบ้างรวมถึงมีอาการปวดมดลูกทุกๆ 5-10 นาที แต่ไม่มีมูกเลือด แนะนำให้รีบพาไปหาหมอ ตอนนี้ควรอยู่ใกล้หมอให้มากทค่สุด เพื่อป้องกันการแท้งลูกได้
  • ช่วงเวลาที่เด็กในครรภ์เริ่มดิ้นคือช่วง 4-6 เดือนช่วงแรกๆ คือประมาณ 4 เดือนจะดิ้น แต่รู้สึกน้อยมาก หรือแทบจะไม่รู้สึกเลย จะมารู้สึกว่าเด็กดิ้นบ่อยคือช่วง 5-6 เดือนเด็กจะแข็งแรงและดิ้นได้ตลอด ดังนั้นคุณแม่จึงอาจจะรู้สึกอึดอัดเล็กน้อยให้ทำใจให้สบาย เพราะเด็กในท้องดิ้นแสดงว่าเป็นเด็กที่แข็งแรงและเป็นเรื่องปกติ 

การดูแลสุขภาพของคุณแม่คือสิ่งที่ดีที่จะส่งผลต่อช่วงต่างๆ ในการเจริญเติบโตของเด็กในท้อง หากคุณแม่มีสุขภาพจิตที่ดีสุขภาพกายก็จะดีไปด้วยส่วนคุณพ่อมือใหม่ก็เช่นกัน ควรให้กำลังใจคุณแม่อยู่ข้างๆเป็นกำลังใจให้แล้วลูกที่เกิดมาจะมีพร้อมทั้งสุขภาพกายที่แข็งแรง กำลังใจที่สมบูรณ์

ทางออกของพ่อแม่ที่มีลูกยาก

รูปภาพอัลตราซาวด์ 3 มิติของน้องตุนตังก์ ประมาณ 5 เดือน

ปัญหาเรื่องของการมีลูกยากนั้นเป็นปัญหาใหญ่สำหรับคู่แต่งงานที่ต้องการสร้างครอบครัวที่สมบูรณ์ ส่วนใหญ่ปัญหาลักษณะนี้มักจะไปเกิดกับผู้ที่ค่อนข้างมีความพร้อมทั้งในเรื่องของการงานและรายได้ที่มั่นคงซึ่งอาจเป็นด้วยปัจจัยต่างๆโดยเฉพาะเรื่องของ อายุและสุขภาพ เนื่องจากบางคนต้องใช้เวลาในการสร้างฐานะการงาน การเงินที่มั่นคง ก็ใช้เวลาเป็นสิบปี พอทั้งฝ่ายหญิงและชายมีอายุเลยหลัก 30 ไปแล้วก็จะมีความยากในเรื่องการจะมีลูกมากตามไปด้วยนั่นเอง ส่วนเรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องของสุขภาพ เช่น เรื่องของน้ำหนักตัวที่มากเกินไป (ภาวะความอ้วน) ก็จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะอสุจิน้อย สาเหตุมาจากการใช้ชีวิตประจำวันที่ไม่ถูกต้องเหมาะสม การรับประทานอาหารที่ไม่ได้ให้คุณประโยชน์กับร่างกาย มีไขมันและคาร์โบไฮเดรตมากเกินไป และขาดการออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องเป็นประจำ สิ่งต่างๆเหล่านี้คือปัจจัยที่ทำให้เกิดปัญหาการมีบุตรยากทั้งสิ้น

            อย่างไรก็ตามแม้จะดูว่าเป็นปัญหาที่ค่อนข้างหนักหนาสาหัสไม่น้อย การพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อหาหนทางในการแก้ปัญหาจึงเป็นเรื่องถูกต้องจำเป็น และด้วยวิธีการทางเทคโนโลยีการแพทย์ในปัจจุบันนั้นสามารถช่วยจัดการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ไปได้ให้กับคู่สมรสมากมายหลายคู่แล้วแม้ว่าจะไม่สามารถยืนยันว่าทุกรายจะประสบความสำเร็จ 100% หรือไม่ก็ตามแต่นี่ก็ย่อมเป็นความหวังและช่วยสร้างกำลังใจสำหรับผู้ประสบปัญหาการมีลูกยากได้ไม่น้อย เช่น

  • การฉีดน้ำเชื้อฝ่ายชายเข้าสู่โพรงมดลูก โดยแพทย์จะทำการคัดเลือกตัวอสุจิที่มีความแข็งแรงเข้าไปในโพรงมดลูกฝ่ายหญิง ผ่านทางปากมดลูก   ในช่วงที่กำลังมีการตกไข่  ทั้งนี้เพื่อให้เกิดการปฏิสนธิระหว่างตัวอสุจิฝ่ายชายกับไข่ของฝ่ายหญิง
  • การทำเด็กหลอดแก้ว  วิธีการนี้คือการนำเชื้ออสุจิและไข่มาผสมรวมกันในหลอดแก้ว  จนกระทั่งเกิดการปฏิสนธิ วิธีทำเด็กหลอดแก้วจะทำในห้องปฏิบัติการ ที่มีการจำลองเอา สภาพแวดล้อมรวมทั้งอุณหภูมิ ที่คล้ายคลึงกับภายในร่างกายของมนุษย์  และหลังจากที่มีการปฏิสนธิแล้ว ไข่ที่ถูกผสม นั้นก็จะเจริญเติบโตแบ่งตัวเป็นตัวอ่อน จนเมื่อตัวอ่อนมีอายุได้ราว  3-5 วัน แพทย์จะทำการเคลื่อนย้าย  ตัวอ่อนนำเข้าใส่กลับไปในโพรงมดลูกของฝ่ายหญิง


ทั้ง 2 วิธีนี้จะทำให้ผู้ที่มีบุตรยากมีโอกาสประสบความสำเร็จตามความต้องการได้ แต่อย่างไรก็ตามวิธีเหล่านี้ย่อมจะมีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูงผู้ที่ต้องการทำย่อมต้องมีความพร้อมทางด้านการเงินในระดับหนึ่งด้วยเช่นกัน แต่หากแลกกับการมีครอบครัวที่ครบถ้วนสมบูรณ์แล้วย่อมถือว่ามีความคุ้มค่าอย่างแน่นอน

เตรียมพร้อมก่อนคลอดเรื่องสำคัญของคนเป็นแม่

หม่าม๊ารออัลตร้าซาวด์น้องตุนตังก์ กับคุณหมอทนงวิทย์ สมิติเวชศรีราชา


สิ่งสำคัญในชีวิตของผู้หญิงอย่างหนึ่งที่เป็นหน้าที่และมีความสำคัญอย่างมากต่อการสร้างชีวิตครอบครัวก็คือการมีบุตร เพราะฉะนั้นการดูแลสุขภาพในช่วงเวลาของการตั้งครรภ์ของผู้ที่เป็นแม่จึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งทั้งต่อสุขภาพของตัวแม่เองรวมถึงความแข็งแรงและพัฒนาการของบุตรตั้งแต่อยู่ในท้องจนกระทั่งเติบโต

เมื่อช่วงเวลานี้เป็นเวลาสำคัญย่อมจะมาพร้อมกับความวิตกกังวลของผู้เป็นแม่รวมทั้งคุณพ่อว่าจะดูแลรักษาสุขภาพอย่างไรให้ถูกต้องเหมาะสม เราจึงมีข้อปฏิบัติที่มีความสำคัญในการดูแลตัวเองในขณะตั้งครรภ์ของผู้ที่เป็นแม่มาฝากกัน  ทั้งในเรื่องของสภาพร่างกายและสภาพจิตใจโดยเฉพาะกับคุณแม่ที่ตั้งท้องเป็นครั้งแรก

ด้านจิตใจ
                 ในช่วงนี้เป็นช่วงที่คุณผู้หญิงจะมีความวิตกกังวลในเรื่องของน้ำหนักตัวที่เพิ่มมากขึ้นและรูปร่างที่เปลี่ยนไปจนอาจกลายเป็นความเครียด ซึ่งอาจส่งผลไปถึงสภาพจิตของลูกในท้องด้วยเช่นกัน เพราะฉะนั้นผู้เป็นแม่ควรพยายามผ่อนคลายความตึงเครียดที่เกิดขึ้นให้น้อยที่สุดและมุ่งให้ความสำคัญกับสุขภาพของลูกในท้องเป็นอันดับแรกเพราะรูปร่างคุณแม่ภายหลังจากคลอดแล้วก็สามารถกลับมามีรูปร่างดีเหมือนเดิมได้ รวมทั้งผู้เป็นพ่อก็มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่ต้องช่วยดูแลจิตใจที่ค่อนข้างเปราะบางของภรรยาในเวลานี้ด้วยเช่นกัน

ด้านร่างกาย มีเรื่องที่ควรต้องให้ความสำคัญดังนี้ คือ
  1. อาหาร เป็นสิ่งต้องให้ความใส่ใจมากเป็นพิเศษ ควรรับประทานอาหารให้ได้ครบสารอาหารที่จำเป็นครบทั้ง 5 หมู่ อย่างครบถ้วนไม่มากหรือน้อยจนเกินไป อาจต้องรับประทานอาหารเสริมบางอย่างเพิ่มเติมตามคำแนะนำของคุณหมอและควรหลีกเลี่ยงของที่อาจเกิดโทษอย่างเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิดและการสูบบุหรี่ด้วย
  2. ออกกำลังกาย ไม่ใช่แค่จะสำคัญในคนปรกติเท่านั้น ผู้หญิงเมื่อตั้งครรภ์ควรออกกำลังกายแต่ต้องไม่หนักมากเกินไป เช่น การออกกำลังกายในน้ำหรือการเดินออกกำลัง อย่างน้อยวันละ15-20นาที  รวมทั้งเป็นการช่วยควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปรกติของการตั้งครรภ์ด้วย
  3. การพบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพเป็นประจำโดยมีเรื่องสำคัญๆ  ที่ต้องปรึกษาและอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เป็นพิเศษ เช่น โรคทางพันธุกรรม อย่าง ธาลัสซีเมีย หรือ ฮีโมฟีเลีย เป็นต้น  โรคประจำตัวบางโรคที่อาจต้องมีการปรับเปลี่ยนยาที่ต้องปรับตามความเหมาะสม และเรื่องของการฉีดวัคซีนหัดเยอรมัน
  4. พยายามหลีกเลี่ยงงานที่อันตราย เช่น งานที่เกี่ยวข้องกับสารพิษ สารเคมี ต่างๆ เพราะหากเข้าสู่ร่างกายแล้วอาจส่งผลกระทบต่อลูกในท้องจนอาจเป็นอันตรายร้ายแรงได้

           ทั้งหมดนี้คือสิ่งจำเป็นในบางส่วนที่ผู้เป็นแม่ในขณะตั้งครรภ์ควรจะให้ความสำคัญเป็นพิเศษ รวมทั้งการไปพบคุณหมอตามที่มีการนัดก็ควรไปให้ตรงตามเวลาทุกครั้งและหากมีสิ่งที่ทำให้รู้สึกว่ามีความผิดปรกติเกิดขึ้นไม่ควรนิ่งเฉยปล่อยเอาไว้ควรรีบปรึกษาคุณหมอโดยทันที

คนท้องกับการออกกำลังกาย

พี่ตุนบุญมาออกกำลังกายกับหม่าม๊าหน้าหมู่บ้าน


เรื่องสุขภาพใครๆ ก็รับทราบว่าเป็นสิ่งที่ดีมีประโยชน์ทั้งกับร่างกายและจิตใจ ซึ่งพูดได้เลยว่าการออกกำลังกายนั้นเป็นเรื่องสำคัญของมนุษย์อย่างยิ่ง และถ้าควบคู่ไปกับการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ก็จะเป็นตัวช่วยทำให้ระบบต่างๆ ภายในร่างกายสามารถทำงานเป็นปรกติ ความเสื่อมถอยของเซลล์ต่างๆ ช้าลง เป็นการช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคร้ายต่างๆ มากมาย
                        
การออกกำลังกายไม่เพียงแต่จะมีความสำคัญกับมนุษย์ในช่วงเวลาปรกติเท่านั้น สำหรับสุภาพสตรีที่กำลังตั้งครรภ์การออกกำลังกายที่ถูกต้องเหมาะสมจะให้ประโยชน์ในเรื่องต่างๆ อีกมากเลยทีเดียว หญิงตั้งครรภ์โดยส่วนมากมักมีความเครียด วิตกกังวลในเรื่องต่างๆ มีปัญหาระบบทางเดินอาหาร ปัญหาการนอนไม่หลับกระสับกระส่าย ปัญหาเรื่องการขับถ่าย ปวดหลัง ดังนั้นแล้ว หากผู้ที่ตั้งครรภ์ได้ออกกำลังกายที่ถูกต้องและเหมาะสม จะช่วย ผ่อนคลายความตึงเครียด นอนหลับได้ง่าย ลดอาการท้องผูก ปวดหลัง และเป็นการช่วยเตรียมตัวก่อนการคลอดช่วยให้คลอดได้ง่ายยิ่งขึ้นด้วย แต่วิธีการออกกำลังกายสำหรับคนท้องนั้นย่อมมีความแตกต่างกับคนปรกติอยู่บ้างเพื่อไม่ให้กระทบกับเด็กที่อยู่ในท้อง อย่างเช่นบางวิธีที่จะขอนำเสนอ ดังต่อไปนี้

การออกกำลังกายสำหรับคนท้อง

  •         แอโรบิค แบบเบาๆ ประมาณ 20 นาทีต่อวัน แต่จะต้องหลีกเลี่ยงท่าแอโรบิคที่ต้องใช้ร่างกายมากๆ จนเกิดการกระแทก เช่น การกระโดด การยกขาฉีกขาสูงๆ เป็นต้น
  •         การเดิน เป็นการออกกำลังกายง่ายๆสำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งท้อง โดยเดินด้วยความกระฉับกระเฉงไม่กระแทกเกินไป ใช้เวลาประมาณ 20 – 30 นาที  โดยเฉพาะหากเดินในช่วงเวลาหลังรับประมานอาหารไปแล้ว30 นาที จะช่วยให้ร่างกายย่อยอาหารได้ดีขึ้นด้วย
  •         โยคะ เป็นที่นิยมมากในเวลานี้สำหรับสาวๆทั่วๆไป แต่สำหรับคนท้องโยคะก็เป็นการออกกำลังกายที่มีความน่าสนใจมากเช่นกันเพราะไม่ต้องเคลื่อนไหวร่างกายแบบแรงๆ สามารถเรียกเหงื่อได้ดีและเป็นการช่วยฝึกสมาธิได้เป็นอย่างยอดเยี่ยมเลยทีเดียวแต่ทั้งนี้ก็ต้องอยู่ในความดูแลของผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านด้วยเช่นกัน
  •         ออกกำลังกายในน้ำ เป็นสิ่งที่ดีมากหากว่ามีความพร้อมที่ทำได้สำหรับผู้ที่กำลังตั้งครรภ์เพราะน้ำจะช่วยพยุงให้ร่างกายไม่ต้องแบกรับน้ำหนักมากเกินไปเมื่อเทียบกับการออกกำลังกายด้วยวิธีอื่นๆ จะช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายลดความเครียด รู้สึกสบายตัว โดยการออกกำลังกายในน้ำอาจจะเป็นการว่ายน้ำเป็นระยะสั้นๆหรือจะเต้นแอโรบิคในน้ำก็ได้ เช่นกัน แต่มีข้อควรระวังก่อนการลงน้ำคือจะต้องทำการวอร์มหรืออบอุ่นร่างกายก่อนเหมือนกับผู้ที่ว่ายน้ำปรกติด้วยเพื่อป้องกันการเกิดเป็นตะคริวขณะแช่อยู่ในน้ำ

         แต่อย่างไรก็ตามสำหรับผู้ที่กำลังตั้งครรภ์ ก่อนจะออกกำลังกายด้วยวิธีใดๆ นั้น ควรรับคำปรึกษาจากคุณหมอที่ดูแลก่อนเพราะอาจจะมีความแตกต่างทางสภาพร่างกายของแต่ละคนที่แตกต่างกันไป เพื่อความปลอดภัยไม่ให้มีผลกระทบใดๆ กับคุณแม่และลูกที่อยู่ในท้องที่จะเป็นอันตรายได้ 


จัดการอย่างไรกับพฤติกรรมการเอาแต่ใจของลูก


ก่อนอื่นเลย คุณพ่อคุณแม่ ต้องทำความเข้าใจที่ถูกต้องว่า การที่ลูกเอาแต่ใจ เป็นพฤติกรรมพื้นฐานของเด็กทั่วไปในช่วงอายุ 8-24 เดือน ซึ่งประเด็นแรก คุณพ่อ คุณแม่ จะต้องมีสติ และใจเย็น อย่าใช้อารมณ์อยู่เหนือเหตุผลเหมือนลูกที่กำลังเป็นอยู่ เพราะนั่นจะส่งผลให้คุณพ่อ คุณแม่ อาจทำอะไรที่ผิดพลาดไป และมานั่งเสียใจภายหลังที่ทำไปแล้ว ว่าไม่น่าทำอย่างนั้นกับลูกเลย ดังนั้น ขอให้เข้าใจในพฤติกรรมของลูก และมีสติในการแก้ไขปัญหา ซึ่งผู้เขียนเอง ได้ทำการสรุปมาเป็นข้อๆ ดังนี้
1.   ถ้าลูกร้องไห้เอาแต่ใจ อย่าใช้อารมณ์กับลูกโดยเด็ดขาด
2.   พยายามเปลี่ยนแปลงความสนใจให้ลูกในขณะที่มีพฤติกรรม เช่น เอาของเล่นมาให้เล่น อุ้มเดินไปที่อื่น เล่นจ๊ะเอ๋ หรืออาจต้องตามใจในสิ่งที่ลูกต้องการ
3.   พูกปลอบกับลูกด้วยภาษาและน้ำเสียงที่นุ่มนวล ไม่ตะคอกโวยวาย
4.   เมื่อลูกหยุดพฤติกรรมเอาแต่ใจเมื่อไหร่ คุณพ่อคุณแม่ จะต้องอธิบายให้ลูกฟังว่า ที่ลูกทำไปมันไม่ดี พ่อแม่ไม่ชอบที่ลูกทำแบบนี้ ถ้าลูกอย่างได้ให้บอกแบบนั้นแบบนี้ และถ้าลูกทำอีกจะโดนลงโทษด้วยแบบนั้นแบบนี้

คุณพ่อคุณแม่ อย่าคิดว่าลูกจะไม่เข้าใจและไม่รู้ว่าเค้าทำอะไรผิด เพราะตามงานวิจัยที่ผู้อ่านได้ดูใน Journal นั้นบอกว่า เมื่อคุณพ่อคุณแม่บอกลูกว่าลูกทำอะไรผิด พ่อแม่ไม่ชอบในสิ่งที่ลูกทำ เด็กจะรับรู้ได้ และการที่เราทำแบบนี้กับเด็กในทุกครั้งที่มีพฤติกรรมการเอาแต่ใจ เด็กจะสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้ดีขึ้นได้ และสิ่งที่เราสื่อสารกับเค้านั้น เด็กจะเข้าใจ เพียงแต่ยังพูดไม่ได้เท่านั้น ทั้งนี้คุณพ่อคุณแม่ยังต้องเข้าใจในพื้นฐานของการพัฒนาการทางด้านอารมณ์ของลูกในวัยนี้ ที่มีมากกว่าเหตุผล เพราะฉะนั้น เวลา และการเอาใจใส่ ดูแล และวิธีการแก้ไขปัญหาที่เหมาะสม จะช่วยทั้งคุณพ่อ คุณแม่ และคุณลูก ได้  
  

พี่ตุนบุญกับคุณปู่
เจ้าตุนบุญ งอแงบ้างบางเวลา อยู่กับคุณปู่คุณย่า เป็นเด็กดี แต่พอพ่อกับแม่มา ก็มักจะแปลงร่างเสมอๆ