วันนี้พี่ตุนบุญต้องรับผิดชอบภารกิจอันยิ่งใหญ่ ที่ต้องดูแลพี่หมีที่หลบอยู่ในมือที่พันผ้าไว้อย่างแน่นหนาเพื่อเตรียมใส่สายน้ำเกลือ... นี่คือแรงใจที่คุณแม่ใช้ในการปลอบพี่ตุนบุญ รวมถึงให้พี่ตุนบุญดูแลและระมัดระวังมือข้างนั้นเพื่อรอวันที่จะแกะออกและเจอพี่หมี

พัฒนาการเด็กและข้อควรรู้สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ www.myparentage.com


 หลังจากที่คุณพยาบาลนำเข็มมาจิ้มที่มือเพื่อนำเลือดไปตรวจและคาเข็มไว้เพื่อเตรียมให้น้ำเกลือต่อ เจ้าลูกชายก็ร้องไห้เพราะความกลัวและความเจ็บ คุณแม่ทั้งสงสารและกังวลว่าลูกจะอดทนกับการใส่สายน้ำเกลือได้นานแค่ไหน และแล้วคุณพยาบาลก็นำสติกเกอร์รูปพี่หมีมาแปะยึดเข็มไว้ให้แน่นและนำผ้ามาห่อมือจนบวมเป่ง ทันใดนั้นความคิดคุณแม่ก็บรรเจิด และบอกกับลูกชายที่น่าสงสารว่า "พี่ตุนบุญคะ พี่เห็นพี่หมีที่คุณพยาบาลแปะไว้มั้ยคะ รู้มั้ยว่าคุณพยาบาลเค้าฝากพี่หมีไว้กับตุนบุญนะ ตุนบุญจะได้มีเพื่อนเวลาที่นอนอยู่ที่โรงพยาบาลนี่ไงคะ" โชคดีเจ้าลูกชายเล่นด้วย และบอกกับคุณแม่ว่า "พี่หมีเหรอ พี่หมีใจดีมั้ย ?"

แค่นี้คุณแม่ก็พอจะใจชื้นและเชื่อว่าจะสามารถจัดการกับลูกชายตัวแสบได้แล้ว สิ่งที่เขียนขึ้นมานี่คืออุบายอย่างหนึ่งที่ผู้เขียนอยากจะแบ่งปันให้ทุกๆ ท่านได้แนวคิด เพื่อนำไปประยุกต์ใช้กับลูกๆ ของท่าน และผู้เขียนอยากจะบอกว่ามันได้ผลมาก

เจ้าลูกชายตัวแสบจะคอยถามคุณแม่อยู่ตลอดเวลาว่า พี่หมีอยู่ในนี้เหรอ พี่หมีเจ็บมั้ย ยิ่งตอนคุณพยาบาลมาต่อสายน้ำเกลือ คุณแม่ก็บอกไปว่าเป็นสายต่อให้อาหารพี่หมี พี่หมีจะได้แข็งแรง ถ้าพี่หมีแข็งแรงแล้วคุณพยาบาลก็จะแกะผ้าพันมือของตุนบุญออก แล้วตุนบุญก็จะได้เจอพี่หมีไง

พัฒนาการเด็กและข้อควรรู้สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ www.myparentage.com
ลูกชายตัวแสบชอบใจมากที่มีสายน้ำเกลือ เพราะเป็นภารกิจสำคัญที่ต้องดูแลพี่หมี

สิ่งที่ผู้เขียนบรรยายข้างต้นเป็นวิธีที่ทำให้ลูกชายมีภาวะความรับผิดชอบและใส่ใจดูแลสิ่งที่ได้รับมอบหมาย โดยลูกก็มีความสุขที่ได้ดูแลและใส่ใจพี่หมี และผลพลอยได้คือลูกไม่งอแงและไม่มีความรู้สึกอยากจะถอดสายน้ำเกลือออกเลย ผู้เขียนหวังว่าบทความนี้จะมีประโยชน์ต่อคุณพ่อคุณแม่หลายๆ ท่าน ที่อาจจะประสบปัญหาที่คล้ายคลึงกันนี้ไม่มากก็น้อย

พัฒนาการเด็กและข้อควรรู้สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ www.myparentage.com


เมื่อลูกมีความสุขมีรอยยิ้ม พ่อแม่ก็จะมีความสุขและยิ้มตามไปด้วย รอยยิ้มแรกของเจ้าตัวน้อยพ่อแม่ทุกคนก็ต่างอยากจะเห็น ถ้าใครเฝ้ารออยู่ก็อย่าพลาดความสุขอันยิ่งใหญ่แบบนี้ นักวิชาการหลายท่านบอกว่ารอยยิ้มของลูกนั้นมีพลังแห่งความสุขอยู่และเมื่อเล่น “จ๊ะเอ๋” กับลูกตอนนี้นั้นทางนักวิชาการ Dr. Caspar Addyman, a baby laughter researcher at Birbeck College in Londonได้เห็นว่าสมองและความคิดของลูกกำลังทำงานอยู่
           จากการสำรวจของ Dr. Addyman พบว่าเวลาลูกนั้นร้องไห้ก็เพื่อจะสื่ออะไรบางอย่างกับพ่อแม่ เวลาที่ลูกยิ้มเป็นการสื่อที่แสดงความพึงพอใจและมีความสุขของตนเองโดยจะทำได้ตั้งแต่อายุ 1 เดือน และ Dr. Addymanยังได้ทำการศึกษาวิจัยต่ออีกว่าในช่วงของเด็กอายุ 2-4 เดือนนั้นจะมีการตอบสนองการยิ้มในเชิงสังคมแล้ว รอยยิ้มในวัยนี้เป็นการแสดงถึงความสัมพันธ์กับพ่อแม่ น่าสนใจมากเลยใช่ไหม Dr. Addymanยังนำเอาการหัวเราะของเด็กๆไปวิจัยต่ออีกด้วยว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นต่อความรู้สึกจากลูกต่อโลกใบกว้างนี้  การเล่นจ๊ะเอ๋ หรือทางตะวันตกเรียกว่า Peek- a-boo นั้น Dr. Addymanบอกว่าเพราะเด็กยังมีประสบการณ์น้อยจึงมีการรับรับเรื่องที่ ไร้สาระได้อย่างไม่ต้องมีเหตุผลอะไร
            จากงานวิจัยของ Dr. Addymanที่ได้จัดทำ The Baby Laughter Perject เพื่อวิจัยพ่อแม่ที่เล่นจ๊ะเอ๋กลับลูกกว่า 20 ประเทศทั่วโลก ซึ่งในการสำรวจนี้เห็นได้ว่าเป็นวิธีการแสดงพัฒนาการในขั้นพื้นฐานของเด็กได้เป็นอย่างดีในเรื่องของการคงอยู่ของวัตถุแม้ว่าจะหายไปจากสายตา สำหรับเด็กๆที่มีอายุช่วง 6 เดือนนั้นแม่พ่อแม่เล่นจ๊ะเอ๋ด้วยจะตกใจว่าทำไมแม่หายไปเห็นแต่ผ้าและเมื่อเมือจ๊ะเอ๋มาหลังผ้าก็จะทำหน้าตาประหลาดใจว่ามาได้อย่างไร  แต่ว่าเมื่อเด็กนั้นโตขึ้นมีอายุระหว่าง 6-8 เดือนการเล่นจ๊ะเอนั้นเด็กๆจะเริ่มเข้าใจว่าพ่อแม่ไม่ได้หายไปไหนแค่อยู่หลังผ้า นอกจากนั้นแล้ว Dr. Addymanพบว่าในการเล่นจ๊ะเอ๋นั้นเป็นอีกวิธีของการสื่อสารจากเด็กไม่ว่าจะเป็นการหัวเราะหรือการยิ้มในขณะที่เล่น ซึ่งแปลว่าเด็กนั้นกำลังแสดงถึงความสัมพันธ์ที่มีต่อพ่อแม่ เด็กๆนั้นควรได้รับการตอบสนองพัฒนาการต่างๆจึงจะมีความก้าวหน้าต่อไป

          จึงเห็นได้ว่าการเล่น จ๊ะเอ๋ กับเด็กๆนั้นเป็นการฝึกให้เด็กๆรู้จักการคิดและรู้สมองทั้งซีกซ้ายและขวาเพื่อการวิเคราะห์ ทำให้สมองมีการพัฒนาอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น สิ่งที่ตอบกลับมาอาจจะไม่ใช่คำพูดแต่เป็นรอยยิ้มและเสียงหัวเราะนั่นจะเป็นตัวแทนคำพูดที่ใช้สื่อสารกับเรา อยากให้ลูกมีพัฒนาการทางสมองที่ดีพาลูกเล่นจ๊ะเอ๋กันเถอะ
การทรงตัวของคนเรานั้นไม่สามารถทำได้ตั้งแต่แรกเกิด แต่สามารถที่จะฝึกฝนได้เป็นเรื่องปกติที่คนเราตั้งทรงตัวให้ได้ด้วยตัวเอง ก็คือยืนให้ได้ด้วย 2 ขาตนเองทำให้ร่างกายนั้นตั้งฉากกับพื้นโลก แต่การจะทรงตัวให้ได้ดีนั้นก็มีปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างแรกเลยต้องมีสุขภาพที่แข็งแรงกล้ามเนื้อแข็งแรง สมองจะต้องสามารถสั่งการและควบคุมกล้ามเนื้อส่วนต่างๆได้ดี เพราะว่าในการทรงตัวนั้นก็จะมีการเคลื่อนไหวรวมอยู่ด้วย และในเรื่องของการรับรู้ของส่วนประสาทที่ดีก็มีผลต่อการทรงตัวเช่นกัน ลูกๆมาเล่นตั้งไข่ล้มกันดูเป็นการฝึกการทรงตัวทีละน้อยๆ ถ้าการทรงตัวดีสมองของเจ้าตัวนี้ก็พลอยดีตามไปด้วย มีการตีพิมพ์ในนิตยสาร รักลูกจากการสัมภาษณ์ พญ.นลินี เชื้อวณิชชากร กุมารแพทย์ด้านพัฒนาการและพฤติกรรมเด็กเกี่ยวกับเรื่องของการทรงตัวที่มีผลต่อพัฒนาการของสมองเด็กๆ

พัฒนาการเด็กและข้อควรรู้สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ www.myparentage.com


          การทรงตัวที่ดีของลูกๆนั้นสำคัญต่อการพัฒนาสมอง เพราะว่าถ้าหากมีการทรงตัวที่ตั้งฉากกับพื้นโลกได้ทำให้ตัวนั้นมีความนิ่ง ร่างกายนิ่งจะมีสมาธิมากขึ้น การโฟกัสของสายตาก็จะทำงานได้ดีพร้อมทั้งเรียนรู้สิ่งต่างๆที่อยู่แวดล้อมตัวเองนั้นมีการเปิดรับได้เป็นอย่างดี เป็นข้อดีที่จะนำไปสู่พัฒนาการสมองที่ดีและพัฒนาการด้านอื่นๆก็ดีตามไปด้วย สำหรับคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ที่อาจะยังไม่ทราบว่าทำอย่างไรลูกรักของเรานั้นถึงจะมีการทรงตัวที่ดี ไม่ต้องกังวลไปเพราะทุกอย่างสามารถฝึกฝนได้ มาดูกันว่าวิธีทำให้เด็กๆนั้นทรงตัวได้ดีที่ง่ายมากๆนั้นทำอย่างไรถึงจะถูกวิธี
1.  ให้ลูกได้ทำการฝึกเล่น Baby Exercise เป็นการกระตุ้นกล้ามเนื้อ เพราะว่าตอนที่ลูกอยู่ในครรภ์นั้นจะต้องหดตัวเพื่อที่จะอยู่ในมดลูกที่แคบกล้ามเนื้อของทารกจะยึด แต่พอเมื่อคลอดออกมาทักทายโลกภายนอกแล้วกล้ามเนื้อจะคลายตัวยืดออกมา และจะต้องมีการกระตุ้นกล้ามเนื้อของลูกเพื่อให้มีการExercise โดยการเล่นกับลูกจับแขนจับขาขยับไปมา
2. ให้ลูกได้สัมผัสกับพื้นด้วยตัวเองอย่าอุ้มตลอด  การให้ลูกได้สัมผัสกับพื้นด้วยตัวเองนั้นทำให้ลูกได้รู้จักและเรียนรู้ที่จะรู้สึกถึงอาการต่างๆด้วยตัวเอง และเมื่อลูกนอนหงายให้พาลูกเล่นปั่นจักรยานไปในอากาศสร้างความสนุกสนานแก่ลูกอีกทั้งยังเป็นการกระตุ้นการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อได้เป็นอย่างดีอีกด้วย
3.  ต้องกระตุ้นให้ลูกมีการเคลื่อนไหวให้ลูก การกระตุ้นให้ลูกได้เคลื่อนไหวนั้นเป็นการทำให้กล้ามเนื้อได้ทำงาน ถ้าลูกคว่ำก็ให้ลูกคลายไม่ว่าจะเป็นการฝึกคลานเพื่อไปหยิบเอาสิ่งของด้วยตัวเอง แต่ถ้าลูกยังคลานไม่คล่องก็ต้องจับขาพาคลาน ทำแบบนี้นอกจากจะเป็นการช่วยกระตุ้นกล้ามเนื้อแล้วยังช่วยในเรื่องของพัฒนาการทางด้านสมองที่ลูกจะรู้จักการสั่งงานและแยกแยะระหว่างสมองซีกกซ้ายและสมองซีกขวาไปกับการคลานเพราะว่าเวลาคลานนั้นมือและขาจะต้องสลับกันไป ลองไปฝึกทำดูกันนะ
          เอาล่ะมาพูดถึงเรื่องของสาเหตุที่ทำให้ลูกน้อยของเราทรงตัวไม่ได้บ้าง เมื่อลูกทรงตัวได้ไม่ดีการพัฒนาทางด้านการทำงานของสมองลูกก็น้อยไปเหมือนกันนะ มีปัจจัยหลายอย่างด้วยกันที่เป็นสาเหตุของการทรงตัวไม่ดีดังต่อไปนี้ 
1. ลูกมีพัฒนาการที่ก้าวกระโดดข้ามขั้น ฟังดูเหมือนจะเป็นข้อดีแต่ว่าหากจะให้เจ้าตัวน้อยนั้นมีการทรงตัวที่ดีก็ต้องเป็นไปตามช่วงวัย เช่นถ้าลูกอยู่ในขวบเศษๆก็จะต้องเริ่มหัดชันคอ เริ่มที่จะพลิกคว่ำพลิกหงาย หัดหลาน คืบ นั่ง ลุก หัดชันแขนขา เกาะเดินอะไรประมาณนี้ แต่สำหรับเด็กทีมีพัฒนาการข้ามขั้นนั้นอาจจะไม่นั่งข้ามมาเดินได้เลย หรือไม่คลานแต่นั่งได้เลยอย่าเข้าใจผิดคิดว่าลูกไปเร็วแล้วเก่งนะ เพราะว่าการที่มีพัฒนาการข้ามขั้นนี้จะทำให้การสั่งงานของสมองและกล้ามเนื้อมีปัญหาได้ ส่งผลทำให้กล้ามเนื้อไม่มีแรง เกิดทำให้การทรงตัวไม่ดี ยืนเป็นแต่ยืนไม่นิ่งสมาธิไม่มี การโฟกัสของสายตาทำงานได้ไม่แน่นอนในการมองสิ่งรอบตัว
2.  ให้ลูกนอนในรถเข็นอย่างเดียว ไม่ดีแน่หากจะใช้รถเข็นช่วยในการพยุงตัวลูกอยู่ตลอดเวลาเพราะว่าการทรงตัวด้วยตัวเองของลูกจะทำได้ไม้ดี จะต้องให้ลูกได้มาสัมผัสกับพื้นต้องทรงตัวให้ได้ฉากกับพื้นโลก มาทำกิจกรรมต่างๆบนพื้นจริงๆบ้าง ไม่ต้องเล่น กินข้าว อยู่บนรถเข็นตลอดเวลา และพื้นที่จะให้ลูกอยู่นั้นต้องไม่แข็งและไม่ลื่นจนเกินไปเพื่อป้องกันอุบัติเหตุจะทำให้กล้ามเนื้อนั้นมีพัฒนาการที่ไม่ดี
3. ลูกนอนไม่หนุนหมอน  การนอนดูเหมือนจะไม่เกี่ยวกับการทรงตัวแต่ทุกอย่างนั้นเกี่ยวข้องกันหมด ถ้านอนผิดท่า คอพับคอเอียงขึ้นมา การทำงานของกล้ามเนื้อก็ผิดปกติทำให้ร่างกายเคลื่อนไหวไม่สะดวก ฉะนั้นแล้วเวลาให้ลูกนอนต้องมีหมอนและผ้านุ่มๆให้คอยกสูงเล็กน้อย คอกับหลังต้องไม่อยู่ในระนาบเดียวกันทำแบบนี้จะทำให้ลูกนอนหลับสบายอีกด้วย
4. อุ้มลูกผิดท่า  มีผลต่อการทรงตัวเช่นกันถ้าอุ้มลูกไม่ถูกท่ากล้ามเนื้อของลูกจะยืดหยุ่นไปผิดทาง ทำให้การทรงตัวของลูกนั้นไม่ดีได้

            จากเนื้อความข้างต้นนั้นจะเห็นได้ว่าการทรงตัวของลูกนั้นมีความสำคัญต่อพัฒนาการทางสมองและพัฒนาการของกล้ามเนื้อ ถ้าลูกเรามีการทรงตัวที่ดีพัฒนาการสมองของลูกก็จะดีตามไปด้วย คุณพ่อคุณแม่ควรให้ความสำคัญต่อการเคลื่อนไหวและการทรงตัวของลูกให้มากๆ เพื่อให้ลูกนั้นแข็งแรงทางด้านร่างกายและสติปัญญา
พัฒนาการเด็กและข้อมูลสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ www.myparentage.com

ภาษาที่สองของคุณลูกเป็นเรื่องที่คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรมองข้ามความสำคัญ ยิ่งตอนนี้กำลังอยู่ในยุคที่ต้องเตรียมตัวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนการใช้ภาษายิ่งที่สองที่สามยิ่งมีความจำเป็นมากยิ่งขึ้น เพื่อให้ลูกรักของเรานั้นเติบโตมากับมีพัฒนาการทางด้านภาษาทั้งภาษาไทยและภาษาอื่นๆจะมีชัยไปกว่าครึ่ง  ผู้ปกครองต้องสามารถที่จะเตรียมความพร้อมในเรื่องทักษะทางภาษาให้กับลูกตั้งแต่วัยเด็ก อาจจะใช้วิธีการพาออกไปเรียนรู้โลกกว้างจากภายนอก พาฟังเสียงดูภาพที่เป็นการใช้ภาษาอื่น เป็นวิธีการฝึกทักษะภาษาที่สองให้ลูกรักตั้งแต่วัยเยาว์ได้เป็นอย่างดีเลย

ข้อดีของการฝึกทักษะให้เจ้าตัวน้อยนั้นเมื่อต้องออกไปเผชิญโลกกว้างจะทำให้เขาสามารถที่จะเปิดรับภาษาอื่นๆได้มากขึ้น โดยผู้เชี่ยวชาญความเข้าใจทางสังคมของทารกและเด็ก ศาสตราจารย์วิชาจิตวิทยา อแมนดา วู้ดเวิร์ด แห่งมหาวิทยาลัยชาโก้ได้ทำการวิจัยพบว่า เด็กทารกที่อยู่ในครอบครัวที่มีการพูดภาษาที่สองภาษาอังกฤษ ที่อาศัยอยู่ในสังคมที่มีคนหลากหลายเชื้อชาติหลายภาษานั้นเมื่อคุณพ่อคุณแม่นั้นพาออกไปเรียนรู้สิ่งต่างๆรอบนอกเด็กทารกจะได้ยินเสียงและได้สัมผัสกับเสียงของภาษาต่างๆทำให้การเปิดรับภาษาที่สองนั้นดียิ่งขึ้น และทำให้เด็กนั้นมีความพร้อมที่จะเรียนรู้ภาษาอื่นๆจากคนอื่นที่ไม่ได้ภาษาอังกฤษหรือของตัวเองได้ดีมากขึ้น

อีกทั้งข้อดีของการเรียนรู้ภาษาที่สองที่สามนั้นทำให้เด็กๆไม่กลัวคนแปลกหน้าและสามารถปรับตัวให้เข้ากับคนอื่นได้ และมีผลงานวิจัยที่น่าสนใจอีกชิ้นจาก เอพริล บีนาริช ศาสตราจารย์ด้านประสาทวิทยา แห่งมหาวิทยาลัยรัทเกอร์นวร์กนิวเจอร์ซีย์ และผู้อำนวยการศูนย์คาร์เตอร์ ศูนย์วิจัยทางสมอง ได้มีการวิจัยและวิเคราะห์ผลทางสมองของเด็กทารกในด้านของการเรียนรู้และวิเคราะห์เสียง โดยทารกจะเริ่มเรียนรู้ตั้งแต่ 4 เดือนโดยทารก 4 เดือนนั้นจะให้ความสนใจเรื่องเสียงที่มีความหลากหลายซับซ้อน และเมื่ออายุ 7 เดือนเด็กทารกจะสามารถจดจำเสียงได้อย่างรวดเร็วมีความแม่นยำ และถ้ามีการฝึกทักษะให้เด็กอย่างต่อเนื่องจะยิ่งทำให้การวิเคราะห์เสียงในสิ่งต่างๆรอบตัวของเด็กได้ดี 

สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่อยากจะให้ลูกนั้นมีทักษะด้านภาษาที่สองต้องเริ่มฝึกตั้งแต่ช่วงอายุ 4-7เดือน จะเป็นการฝึกให้ฟัง แยกแยะ และวิธีการอื่นๆทารกในวัยจะสามารถวิเคราะห์และสมองจะทำการแปลความถอดรหัสภาษาได้เองและรวดเร็ว และในการฝึกทักษะการใช้ภาษานั้นเสียงที่ให้เด็กๆได้ฟังจะต้องเป็นเสียงที่มีคุณภาพมีความชัดเจนเพราะว่าถ้าหากเป็นเสียงที่ไม่มีคุณภาพฟังไม่รู้เรื่องผลที่ได้ก็จะตรงกันข้ามเหมือนกัน ลองมาฝึกภาษาให้ลูกน้อยของเรากันนะ


รู้หรือไม่การเต้นนั้นช่วยส่งเสริมให้พัฒนาการของลูกรักของเราเติบโตขึ้นถึง 5 ด้าน ไม่ว่าจะเป็นพัฒนาการทางด้านร่างกาย  ด้านจิตใจ ด้านสติปัญญา ด้านภาษา และการพัฒนาด้านสมอง ส่วนจะมีการพัฒนาในแต่ละด้านไปในแนวทางไหนนั้นมาดูเรื่องราวจากประสบการณ์จากครูสอนเต้นสำหรับเด็กๆ กับ ดร. แอนนี้ เลิศอัษฏมงคล ที่ได้ถ่ายทอดเรื่องราวประสบการณ์ตรง ผ่านทางนิตยสารโมเดิร์นมัม (Modern Mom Magazine) ให้คุณพ่อคุณแม่ได้อ่านและเข้าใจถึงพัฒนาของลูกน้อยได้อย่างเข้าใจ

พัฒนาการเด็กและข้อควรรู้สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ www.myparentage.com
            
ในการให้ลูกของเราไปเรียนเต้นหรือพาเต้นที่บ้านนั้นไม่ได้เกิดจากความคาดหวังที่ว่าจะให้ลูกเป็นคนเต้นเก่ง หรือเป็นนักเต้นที่เก่งระดับโลก แต่เป็นการช่วยกระตุ้นพัฒนาการของลูกให้ตื่นตัวอยู่เสมอมีความสนุกเพลิดเพลินไปกับการเต้น มาดูกันว่าการเต้นนั้นช่วยพัฒนาการทั้ง 5 ด้านอย่างไรบ้าง
  1. พัฒนาการทางด้านร่างกาย    โดยเด็กๆ ที่เรียนเต้นจะมีพัฒนาการทางด้านร่างกายที่ดีเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าคือการออกกำลังกายรูปแบบหนึ่ง เต้นจะช่วยให้กล้ามเนื้อทุกส่วนได้ขยับเป็นการเสริมสร้างกล้ามเนื้อ การเต้นช่วยให้พัฒนาการในแต่ละส่วนของร่างกายทำงานได้ประสานกันอย่างมีประสิทธิภาพ สุขภาพดี แข็งแรง ร่างกายจะมีการยืดหยุ่นดี  และยังช่วยลดความรุนแรงลงได้เมื่อเวลาลูกๆได้รับบาดเจ็บและที่สำคัญคือการทรงตัวของลูกจะดีขึ้นกว่าเดิมและมีบุคลิกภาพที่ดีอีกด้วย
  2. พัฒนาการทางด้านจิตใจ  การเต้นนั้นจะทำให้เด็กๆรู้สึกว่าได้สนุกได้ปลดปล่อยอารมณ์ออกมาอย่างเต็มที่ตามเสียงเพลงไป มีการหลั่งสารเอ็นโดรฟินออกมาทำให้รู้สึกมีความสุข  เมื่อรู้สึกมีความสุขจะมีการเปิดกว้างที่จะเรียบรู้สิ่งต่างๆได้มากขึ้น ทำให้เด็กมีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้นเพราะว่าเวลาที่เต้นผู้ใหญ่ก็จะชอบและยิ้มออกมา เด็กๆจะรู้สึกว่าตัวเองนั้นมีความโดดเด่น การเต้นของเด็กๆนั้นแม้ว่าจะเต้นผิดบ้างถูกบ้างก็ขอให้เต้นเพื่อเป็นการเคลื่อนไหวร่างกาย และ ครูแอนนี้ยังมีการสอนให้เต้นท่าสัตว์ต่างๆไปตามจินตนาการของเด็กเพื่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์และยอมรับคนอื่นที่แตกต่างจากตนเอง ทำให้เข้าใจว่าในสังคมนั้นมีอะไรที่แตกต่างเสมอ
  3. พัฒนาการทางด้านสติปัญญา  ด้านสติปัญญานี้จะมีผลมาจากการเต้นได้อย่างไรนั้นก็เพราะว่าในเวลาที่จะเต้นท่วงท่าต่างๆล้วนต้องใช้สมาธิมากเพราะว่าในการเต้นนั้นเด็กๆจะต้องดูครูและเต้นตามให้ได้ ส่วนหูก็ฟังจังหวะเพลงไป จิตใจจึงอยู่กับการดูและการฟังอย่างจดจ่อและคิดท่านทางการเคลื่อนไหวร่างกายไปพร้อมกัน ถ้าไม่มีสมาธิก็จะลืมท่าเต้นได้ หรือถ้าเด็กๆใจลอยก็ลืมท่าเต้นไปเลยได้เริ่มต้นใหม่ เสียงเพลงและดนตรีนั้นมีความสำคัญกับเด็กๆมากการเต้นก็ไม่ต่างกัน อาจจะเป็นเรื่องยากสักหน่อยในการฝึกให้เด็กๆรู้จักฟังและดูไปพร้อมกัน แต่เมื่อเรียนเต้นไปนานๆก็สามารถทำได้กันทุกคน ทักษะในยังติดตัวไปสู่การฟังที่ดีในห้องเรียนอีกด้วย
  4. พัฒนาการทางด้านภาษา   หลายคนอาจจะสงสัยว่าการเต้นส่งเสริมพัฒนาการทางด้านภาษาได้อย่างไร ในเมื่อโรงเรียนสอนเต้นไม่ใช่โรงเรียนสอนภาษา ข้อนี้ก็อาจจะถูกว่าไม่ใช่โรงเรียนสอนภาษาแต่ว่าการเต้นนั้นก็ช่วยให้พัฒนาการทางด้านทักษะการใช้ภาษาของเด็กๆได้เหมือนกัน โดยมาจากเนื้อเพลงที่ใช้เต้นนั่นเอง ถ้าเพลงที่เลือกมาเหมาะสมกับวัยของเด็กๆ พร้อมทั้งให้มีการเต้นไปด้วยจะเกิดการเรียนรู้และจดจำในเนื้อเพลงและเรียนรู้ที่จะจดจำอย่างอื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย
  5. พัฒนาการทางด้านสมอง สมองของคนเรานั้นต่างรู้ดีว่ามีทั้งซีกซ้ายและซีกขวาที่เป็นความถนัดที่แตกต่างกันระหว่างศาสตร์ของการคำนวณและศิลปะ ในส่วนของการเต้นนั้นสามารถพัฒนาไปได้ทั้งสมองซีกซ้ายและขวาเลย เป็นอย่างนั้นเพราะว่าในการเต้นนั้นมีท่าทางการเต้นที่หลากหลายเป็นกอบกับการดูท่าเต้น การฟังเพลง และต้องทำหายอย่างพร้อมกัน เป็นการให้เด็กนั้นได้ฝึกการสั่งงานจากสมองซีกขวาสั่งร่างกายให้ขยับทางด้านซ้าน ในส่วนของสมองซีกซ้ายก็สั่งร่างกายทางด้านขวา และยังมีท่าอื่นๆ กระโดด ขึ้น-ลง นั่ง และอีกมากมาย บางครั้งผู้ใหญ่อย่างเราๆยังทำยากเลยเพราะไม่มีการฝึกทักษะนี้มา ถ้าหากมีการฝึกสั่งงานสมองสองด้านมาตั้งแต่เด็กโตขึ้นมาก็ไม่มีปัญหาในการทำงานส่วนต่างๆในร่างกายที่สลับกัน

นอกจากนั้นแล้วยังมีงานวิจัยที่บอกว่าการเต้นนั้นช่วยให้เด็กที่เป็น Hyperactivity Disorder และเด็กสมาธิสั้นนั้นรู้สึกอารมณ์เย็นลงและมีสมาธิมากขึ้นอีกด้วย การเต้นนี่ไม่ธรรมดาจริงๆ ถ้าไม่ติดขัดอะไรก็ลองหาคลาสสอนเต้นให้คุณหนูที่บ้านดูและเลือกคุณครูที่ใจดีเข้าใจเด็กๆ จะเป็นเด็กชายหรือเด็กหญิงสามารถให้เต้นได้หมดไม่จำกัดเพื่อเป็นการส่งเสริมพัฒนาการ ทั้งนี้นอกจากการส่งเรียนแล้วก็สามารถสอนและพาเด็กๆเต้นกันเองกับคุณพ่อคุณแม่ที่บ้านได้ โดยให้ลูกเหยียบเท้าแล้วจับมือเต้นไปพร้อมๆกันกับเพลงที่สบายๆโดนใจทั้งแม่และลูก โดยเป็นเพลงที่สนุกสนานเต้นเป็นท่าทางต่างๆ เพื่อให้เด็กๆนั้นได้เกิดจินตนาการตามไปด้วย  เห็นหรือยังว่าประโยชน์ของการเต้นนั้นช่วยพัฒนาการของลูกรักของเราได้ อย่าลืมหาเวลาว่างเล่นกับลูกมาเต้นกันนะๆ  
สำหรับใครที่กังวลว่าลูกน้อยจะเป็น มือ เท้า ปาก หรือไม่ ให้สังเกตุจุดสำคัญตามนี้ค่ะ 


1. ภายในปาก ดูว่ามีตุ่มขึ้นหรือไม่ โดยจุดที่ตุ่มขึ้นแล้วเห็นได้ชัดเจนมักจะอยู่ที่ข้างลิ้นทั้งซ้ายและขวา กระพุ้งแก้ม หรือบริเวณเพดาน 

2. ฝ่ามือไล่ขึ้นไปถึงแขน มีตุ่มแดงเม็ดเล็กๆ หรือไม่

3. ฝ่าเท้าไล่ขึ้นไปถึงหัวเข่า มีตุ่มแดงหรือไม่

4. บางคนอาจพบจุดแดงบริเวณก้นได้

ถ้าพบแสดงว่าความเสี่ยงอาจจะเป็นโรคมือเท้าปากค่ะ เริ่มแรกตุ่มที่พบจะมีลักษณะเป็นจุดแดงเล็กๆ คล้ายจุดเลือดออกใต้ผิวหนัง อาจนึกถึงอาการออกหัดค่ะลักษณะตุ่มแดงจะคล้ายๆ กัน หลังจากพบว่ามีตุ่มขึ้นอีก 1-2 วันจะกลายเป็นตุ่มน้ำใสๆ และแตกออกเป็นแผล สำหรับในปากจะมีลักษณะเหมือนแผลร้อนใน เป็นวงกลมสีเหลืองค่อนขาวอยู่บนฐานสีแดง แต่ทั้งนี้บางคนอาจมีแค่อาการตุ่มแดงแล้วก็ฝ่อเองไม่กลางเป็นตุ่มน้ำใส


พัฒนาการเด็กและสุขภาพเด็ก http://www.myparentage.com

พัฒนาการเด็กและสุขภาพเด็ก http://www.myparentage.com


พัฒนาการเด็กและสุขภาพเด็ก http://www.myparentage.com


เป็นที่ทราบกันอยู่แล้วว่าทารกนั้นเริ่มมีชีวิตและมีพัฒนาการตั้งแต่อยู่ในครรภ์ การตอบสนองต่อสิ่งต่างๆ ก็เช่นเดียวกัน แม้ว่าจะมองไม่เห็นแต่จะทำให้สัมผัสได้ด้วยความรู้สึก ซึ่งเป็นสายใยระหว่างแม่กับลูกน้อยในครรภ์ตามธรรมชาติ หลายคนอาจคิดว่าทารกที่อยู่ในครรภ์น่าจะเน้นในเรื่องการพัฒนาการทางด้านอวัยวะและร่างกายเป็นหลัก แต่ในความเป็นจริงนั้นควรต้องให้น้ำหนักถึงการดูแลเพื่อการพัฒนาการทางด้านสมองด้วยเช่นกัน


www.myparentage.com พัฒนาการเด็กและสุขภาพลูก


ในการพัฒนาและการช่วยกระตุ้นสมองทารกนั้นเริ่มทำได้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์เลยโดยจะมีหลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นการปรับอารมณ์ของคุณแม่ให้ดีอยู่เสมอ การฟังเพลงเบาๆ เหมือนการเปิดเพลงฟังกับลูกด้วย โดยเฉพาะทารกในครรภ์ประมาณ 5 เดือน พูดคุยกับลูกบ้างเป็นการพัฒนาระบบประสาททางด้านการได้ยินของทารก  ในช่วงครรภ์อายุ 7 เดือนส่องไฟไปที่หน้าท้องเพื่อให้ทารกนั้นตอบสนองทางด้านสายตา รวมถึงการออกกำลังกายเบาๆ ง่ายที่สุดคือถ้าคุณแม่ขยับก็เหมือนว่าทารกนั้นได้ขยับตาม จากนั้นรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และปรุงสดใหม่เพื่อให้ทารกในครรภ์ได้รับสารอาหารดีๆ ที่คุณแม่รับประทานเข้าไป  
              
บทความนี้ผู้เขียนจะกล่าวถึงการช่วยกระตุ้นการพัฒนาการด้านสมองของทารกในครรภ์ด้วยวิธีง่ายๆ คือ "การลูบท้องเบาๆ และอ่อนโยน" อาจจะมีคุณแม่หลายท่านยังไม่ทราบกันว่าการลูบท้องนั้นช่วยกระตุ้นสมองได้อย่างไร?  

ผู้เขียนเองได้รับข้อแนะนำจากคุณหมอที่ฝากครรภ์ รวมถึงจากคำบอกเล่าของเพื่อนๆ ที่มีประสบการณ์ โดยสรุปประเด็นสำคัญคือ การที่คุณแม่นั้นลูบท้องบ่อยๆ จะเป็นการช่วยกระตุ้นระบบประสาทและสมองของทารกได้ ทำให้ส่วนประสาทการรับรู้ของทารกในครรภ์มีพัฒนาการที่ดีขึ้น โดยในการลูบท้องนั้นจะต้องลูบให้ถูกวิธี ดังนี้
  • คุณแม่จะต้องเริ่มลูบท้องจากข้างล่างขึ้นข้างบนหรือข้างบนลงข้างก็ได้ให้เป็นวงกลม เริ่มจากจุดไหนก่อนก็ได้ 
  • การลูบท้องนั้นทำได้ตั้งแต่อายุครรภ์ได้ 13 สัปดาห์ขึ้นไป และในช่วงที่อายุครรภ์ยังน้อยให้คุณแม่ลูบท้องเบาๆ 
  • เมื่ออายุครรภ์ได้ประมาณ 28 สัปดาห์ขึ้นไปแล้วก็ให้คุณแม่สอบถามจากแพทย์อีกครั้งว่าตำแหน่งของทารกในครรภ์นั้นอยู่ตรงไหนจะได้ลูบท้องได้ถูกจุด และให้ลูบตั้งแต่ศีรษะของทารกลงไปถึงเท้า 
  • ขณะที่คุณแม่ลูบท้องก็สามารถร้องเพลงเบาๆ ไปด้วยหรือจะคุยกับลูกไปด้วยก็ได้ยิ่งเป็นการเพิ่มพัฒนาการทางด้านสมองของทารกให้ดียิ่งขึ้น 
  • การลูบท้องในแต่ละวันหากคุณแม่ทำบ่อยๆในเวลาเดิมลูกในท้องจะเคยชินและจดจำ บางครั้งก่อนจะถึงเวลาที่คุณแม่จะมาลูบท้อง ลูกน้อยอาจจะมาดิ้นรอ  
จะเห็นว่าวิธีการในการลูบท้องนั้นไม่ใช่เรื่องยาก ดังนั้นแล้ว คุณแม่อย่าลืมลูบท้องตัวเอง และสื่อสารกับลูกน้อย ยิ่งทำบ่อยๆ ก็จะช่วยกระตุ้นพัฒนาการกับลูกน้อยได้มากขึ้น อย่างน้อยการกระทำนี้ก็น่าจะสื่อให้ลูกในครรภ์สัมผัสได้ถึงความรักและความห่วยใยของแม่ที่มีต่อลูกได้ อีกทั้งคุณพ่อเอง ก็ยังสามารถสื่อสารกับลูกในครรภ์ด้วยวิธีนี้ได้เช่นกันนะคะ 

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

Ads Link